ประภัสส์ ชูวิเชียร
นักศึกษาปริญญาเอกในคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่นิยามตัวเองสั้นๆว่า เป็น ‘พลเรือนชั้นประทวน’ รักงานวิชาการที่เกี่ยวเรื่องเก่าๆ มักหาเวลาเดินทางด้วยสองขาและรางเหล็กตามไปดูสิ่งสวยงามในดินแดนไทย
คราวที่แล้วได้เจอนักโบราณคดีร่ายยาวเกี่ยวกับเรื่องความเป็นมาของการที่เรารู้จัก “กินข้าว” กันมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ แน่นอนว่าถ้าไม่มีคนปลูกข้าวหรือ “ชาวนา” จะมีข้าวกินกันได้อย่างไร นักโบราณคดีคนเก่งยังอยู่กับเรา เขาจะสืบสาวความเรื่องชาวนาให้ฟังกันต่อ
ก็ในเมื่อมีหลักฐานของข้าวในดินแดนไทยอยู่ทั่วไป ก็จะต้องมีคนปลูกข้าว หรือ “ชาวนา” อยู่ด้วย ท่านเหล่านั้นก็คงไม่ใช่ใครอื่น คงเป็นบรรพบุรุษของพวกเราหน้าดำๆที่เดินไปมาอยู่นี่เอง
เรื่องราวเกี่ยวกับชาวนาในสมัยโบราณไม่ค่อยได้รับความสนใจเหมือนชาวนาในสมัยนี้เปี๊ยบเลย ข้อมูลต่างๆจึงไม่มากพอที่จะประมวลให้เห็นได้ว่าเขากิน เขาอยู่และทำไร่ไถนากันอย่างไร แต่ก็ยังพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องอยู่บ้างแหละครับ
ที่จังหวัดสุโขทัย เราพบแหล่งโบราณคดีแห่งหนึ่งชื่อว่า บ้านบึงหญ้า อยู่ในอำเภอคีรีมาศ เมื่อทำการขุดค้นไป เราพบโครงกระดูกถูกฝังในท่านอนราบ ที่บริเวณลำตัวมีวัตถุทำด้วยหินเป็นแผ่นบางๆรูปใบมีดหรือเคียวฝังรวมอยู่ด้วย คราวนี้เนี่ย คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เขานิยมที่จะวางสิ่งของของผู้ตายไว้กับร่างในหลุมศพเพราะเขาเชื่อในการที่คนตายจะได้เอาของของตัวเองไปใช้ในโลกอื่นด้วย ไม่ใช่ไปแต่ตัวเปล่าๆ ก็ในเมื่อของที่วางอยู่มันเป็นเคียวที่ทำจากหิน ร่างที่นอนอยู่ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นชาวนาแห่งท้องทุ่งหลวงสุโขทัยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั่นเอง ส่วนแกจะชื่อตาสี ตาสา บุญมา บุญมีก็สุดที่จะรู้ได้
สำหรับชาวนาที่บ้านบึงหญ้านี้ กำหนดอายุของท่านว่าเคยมีชีวิตอยู่เมื่อราว ๒,๐๐๐ ถึง ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว เป็นหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจนของชาวนาในดินแดนไทยที่เก่าที่สุดที่รู้จักกันมา
นอกจากนั้น เคียวหินแบบนี้เรายังได้พบจากแหล่งโบราณคดีในประเทศกัมพูชาและประเทศจีนด้วย ทั้งสองประเทศนี้ปัจจุบันก็ยังคงกินข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนไทยเรา
ส่วนในภาคอีสาน ได้มีการขุดค้นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์และพบโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมาก แต่ก็ระบุไม่ได้ว่าใครเป็นชาวนาหรือเปล่า เพราะโครงกระดูกพูดไม่ได้อย่างหนึ่ง แล้วก็เครื่องไม้เครื่องมือที่พบในหลุมฝังศพเป็นเครื่องมือโลหะแบบกลางๆ ใช้งานได้สารพัดประโยชน์ เช่น ขวานโลหะหรือใบมีดโลหะ แต่ก็เชื่อว่าระบบสังคมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้นผู้คนคงจะดำเนินกิจกรรมหลักๆของตัวเองได้หลายอย่าง ดูแต่ชาวนาเดี๋ยวนี้พอหมดหน้านาก็ตีเหล็กบ้าง ทอผ้าบ้างหรือไม่ก็ลงมาขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ กันเกลื่อนไป”
ที่น่าสนใจคือเราพบภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นภาพของคนกำลังจูงวัวหรือควายเดินอยู่ในทุ่งที่มีต้นคล้ายๆ ข้าว ดูไม่ต่างจากภาพของทิดเรืองที่จูงไอ้ทุย อีเผือกเดินลัดคันนาเมื่อเย็นวานนี้สักเท่าไหร่หรอก
ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีรูปวัวรูปควายนี้ยังพบอยู่ทั่วไปในประเทศไทย เพียงแต่บอกไม่ได้ว่าเป็นภาพของสัตว์ที่ถูกนำมาใช้ในการกสิกรรมหรือเปล่า
เอาเป็นว่า ถ้าเราพบหลักฐานของข้าวที่มันเก่าไปจนถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ก็แสดงว่า ชาวนาก็ต้องมีอยู่ในสมัยนั้นแล้ว อาชีพชาวนาก็คงสามารถขึ้นทะเบียนได้ว่าเป็นอาชีพเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทยได้เหมือนกัน เราก็ควรจะภูมิใจนะครับที่การ “ทำนา” เป็นงานหลักของบรรพชนไทยเรามาแต่โบร่ำโบราณ จนกระทั่งก่อนหน้านี้ไทยเราเองก็ยังเป็นประเทศที่ครองสถิติการส่งออกข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ถึงแม้ว่าแชมป์ที่ส่งออกได้มากที่สุดอย่างจีนหรืออินเดียจะมีพื้นที่การเกษตรกรรมมากกว่าเรานับสิบนับร้อยเท่าก็ตาม
พอเข้ามาถึงสมัยประวัติศาสตร์เนี่ย หลักฐานของชาวนาดูเหมือนจะหายไป แต่ก็อย่างว่าละนะครับว่าเราได้พบหลักฐานของแกลบข้าวที่ปะปนอยู่ในอิฐที่ใช้สร้างโบราณสถานมาตลอดตั้งแต่ราว ๑,๕๐๐ มาแล้ว แน่นอนว่าจะต้องมีคนทำนาเพื่อให้ได้ข้าวเหล่านั้นมาเป็นอาหารและได้แกลบเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการนั้นและจำนวนแกลบข้าวมากๆ เนี่ยแสดงแล้วว่าชาวนาในสมัยโบราณได้พัฒนาการทำนาให้เจริญขึ้นจากเดิมจนเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ชาวนาในสมัยนั้นก็คงจะไม่ได้ทำนาแต่อย่างเดียว แต่คงจะทำการทำงานอย่างอื่นๆ ตามความถนัดของตัวเองไปด้วยและคงจะเป็นอยู่อย่างนี้ทั้งในสมัยทวารวดี สุโขทัยและอยุธยา
ระบบการปกครองของไทยโบราณ อย่างน้อยในสมัยอยุธยาเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ เป็นระบบที่ใช้ที่ดินกำหนดระดับทางสังคมของคน ก็ที่เรียกว่า “ศักดินา” ไงครับ นั่นแหละยิ่งมั่นใจได้ว่า อาชีพชาวนาจะต้องเป็นอาชีพที่สำคัญในการผลิตอาหารเลี้ยงดูราชอาณาจักรจนต้องจัดสรรพื้นที่เพื่อควบคุมทรัพยากรให้ได้ผลประโยชน์มากที่สุด ทั้งนี้ยังสามารถควบคุมระบบกำลังคนในราชอาณาจักรได้ สมกับคำที่นักวิชาการบางท่านเรียกกำลังทหารของกรุงศรีอยุธยาว่า “กองทัพชาวนา” นั่นเองละครับ
เรื่องศักดินาและพระไอยการกำหนดเกี่ยวกับที่ดินและประชากรซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาของกรุงศรีอยุธยายังมีอีกมากมาย เล่าวันเดียวไม่จบหรอกครับ
ชาวนาในสมัยอยุธยามีบทบาททางสังคมอย่างเงียบๆ แต่บทจะดังขึ้นมาก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ ในสมัยอยุธยามีการลุกฮือของไพร่สามัญชนอย่างน้อยสองถึงสามครั้งที่เป็น “กบฏชาวนา” ทั้งนี้เพราะเป็นเวลาที่บ้านเมืองไม่สงบสุขหรืออ่อนแอจากการสงครามภายนอก ตัวอย่างชัดๆ ก็คือ “กบฏธรรมเถียร” ในสมัยสมเด็จพระเพทราชาช่วงอยุธยาตอนปลายครับ
พงศาวดารบันทึกไว้ชัดเจนเลยว่ากองกำลังส่วนใหญ่ของกบฏธรรมเถียรนี้ใช้คันหลาวหาบข้าวและเคียวต่างอาวุธ โถ...ก็ใครเล่าจะมีอาวุธเป็นเคียวเป็นคันหลาว ก็ชาวนาตาดำๆ นี่แหละครับ ตอนนั้นสมเด็จพระเพทราชาถึงกับทรงเตรียมเสด็จหนีแล้ว ดีแต่ว่ากรมพระราชวังบวรฯ ในขณะนั้น หรือพระเจ้าเสือของเรานี่แหละออกไปปราบปรามได้ก่อน ดูกันก็แล้วกันว่ากบฏชาวนามีพลังมวลชนมากมายขนาดไหนกัน เอ้อ...กบฏชาวนาในสมัยอุธยานี่เขาคงไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นราคาข้าวหรอกนะครับ แต่คงเป็นเรื่องของความล้มเหลวด้านระบบควบคุมกำลังคนและความเหลื่อมล้ำด้านฐานันดรมากกว่า
ที่เล่ามาก็คงพอจะทำให้เห็นว่าชาวนาในอดีตมีความสำคัญอย่างไร สรุปได้ว่าชาวนาเป็นอาชีพเก่าแก่ที่สุดอาชีพหนึ่งที่พบในดินแดนไทยเลยทีเดียว แล้วคุณละครับ บรรพบุรุษคุณเป็นชาวนาหรือเปล่า?
ในเมื่อความสำคัญของชาวนามีมากขนาดนี้แล้ว เรื่องของการทำนาล่ะ มีความเป็นมาอย่างไรถึงปลูกข้าวกันได้? งานหลักของชาวนาในอดีตกับปัจจุบันเหมือนหรือต่างกันหรือเปล่า?
............ขอขอบคุณคุณประภัสส์ ชูวิเชียร กับ งานดีๆที่มีให้อ่าน....
วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552
เปิบข้าว จิตร ภูมิศักดิ์
เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้น่ะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเข็ญ
ปูดโปนกี่เส้นอ็น จึงแปรรวงมาเปิบกิน
น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกำซาบฟัน................
จากบทกลอนอันนี้คงจะบอกอะไร ?วิถีแห่งชีวิต? ความอัดอั้นและทุกข์ทนของชนชั้นรากหญ้านั่นหรือ?ที่ใครๆก็กล่าวหาว่าเป็นเพียงชนชั้นที่ไม่มีคุณภาพ...การได้มาซึ่งประชาธิปไตยจากเสียงของชนชั้นรากหญ้านั้นไร้ซึ่งคุณภาพ........
ถ้าหากไม่มีชนชั้นเหล่านั้นเล่าพวกเจ้าจักรู้สึกเช่นใด....หากแต่ชนชั้นนี้มิใช่เล่าที่ให้เจ้าได้เปิบข้าวอยู่ทุกวัน...
หากแต่ชนชั้นนี้มิใช่ดอกหรือที่อดทน ตากแดด ตาก ฝน ทนความเหนื่อยล้าเพื่อจะได้ข้าวแต่ละเม็ดให้เจ้าได้กิน....ชนชั้นนี้มิใช่ดอกหรือที่เจ้าดูถูก เหยียดหยาม....ชนชั้นนีมิใช่ดอกหรือที่พวกเจ้ามิต้องการให้ได้มาซึ่งสิทธิเท่าเทืยมกัน....การตอบแทนต่อชนชั้นนี้ ที่เป็นเหมือนฐานกำลังให้เจ้าได้เติบโต....เจ้าตอบแทนพวกเค้าด้วยอะไร.....แม้นว่าพวกเค้าจักมิได้มีทรัพย์ สิน เงินทอง อำนาจ บารมีที่ยิ่งใหม่ดังเช่นที่พวกเจ้ามี...แต่ชนชั้นเหล่านี้มิใช่ดอกหรือที่ทำให้เจ้าดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้..............
By Patcharee Nakkarin
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี้น่ะมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเข็ญ
ปูดโปนกี่เส้นอ็น จึงแปรรวงมาเปิบกิน
น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกำซาบฟัน................
จากบทกลอนอันนี้คงจะบอกอะไร ?วิถีแห่งชีวิต? ความอัดอั้นและทุกข์ทนของชนชั้นรากหญ้านั่นหรือ?ที่ใครๆก็กล่าวหาว่าเป็นเพียงชนชั้นที่ไม่มีคุณภาพ...การได้มาซึ่งประชาธิปไตยจากเสียงของชนชั้นรากหญ้านั้นไร้ซึ่งคุณภาพ........
ถ้าหากไม่มีชนชั้นเหล่านั้นเล่าพวกเจ้าจักรู้สึกเช่นใด....หากแต่ชนชั้นนี้มิใช่เล่าที่ให้เจ้าได้เปิบข้าวอยู่ทุกวัน...
หากแต่ชนชั้นนี้มิใช่ดอกหรือที่อดทน ตากแดด ตาก ฝน ทนความเหนื่อยล้าเพื่อจะได้ข้าวแต่ละเม็ดให้เจ้าได้กิน....ชนชั้นนี้มิใช่ดอกหรือที่เจ้าดูถูก เหยียดหยาม....ชนชั้นนีมิใช่ดอกหรือที่พวกเจ้ามิต้องการให้ได้มาซึ่งสิทธิเท่าเทืยมกัน....การตอบแทนต่อชนชั้นนี้ ที่เป็นเหมือนฐานกำลังให้เจ้าได้เติบโต....เจ้าตอบแทนพวกเค้าด้วยอะไร.....แม้นว่าพวกเค้าจักมิได้มีทรัพย์ สิน เงินทอง อำนาจ บารมีที่ยิ่งใหม่ดังเช่นที่พวกเจ้ามี...แต่ชนชั้นเหล่านี้มิใช่ดอกหรือที่ทำให้เจ้าดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้..............
By Patcharee Nakkarin
What'Up?Thai Government 2009.....?

Foreign Minister Kasit Piromya appears to be a lightning rod for the current government, due to his previous active roles both on and off the PAD stage. ????
Piphob Thongchai, a leader of the People’s Alliance for Democracy (PAD), lauded Prime Minister Abhisit Vejjajiva for his courage in including Kasit in his Cabinet, as ‘Kasit has shown the guts to protect the country, and has been a diplomat accepted by other countries
Piphob insisted that Kasit’s ministerial job was not in any way the PAD’s ‘quota’: ‘Kasit did not get the post because the PAD sent him. He’s not got the wounds like some in the Cabinet. It’s good to have him as Foreign Minister to explain to other countries what Thaksin has done to Thailand.’
Deputy Prime Minister and the Democrat’s Secretary-General Suthep Thaugsuban also insisted that Kasit had to be distinguished from the PAD, but, perhaps, rather was a Democrat who joined PAD activities.
After retirement in 2004, Kasit joined the Democrats as shadow Deputy Prime Minister, and in August 2006 was a party-list candidate for the mid-October elections which never happened because of the coup on September 19.
Kasit was Ambassador to Indonesia, Germany, Japan, and the US where he retired. According to him, in 2001 he worked for the Thai Rak Thai government which transferred him to the Prime Minister’s Office, and he once was an admirer of Thaksin’s before taking a vow to topple him and joining hands with the PAD.
Dangerous attitudes’
Kasit was a target of criticism after he made comments to foreign reporters on Dec 19, 2008, on the PAD seizure of Suvarnabhumi Airport, saying he found it to be fun and, ‘the food was delicious and the music was good.’ Later he denied saying this, and blamed foreign reporters for getting him wrong.
It has also been cause for concern that his personality and recent record with the PAD might pose a threat to Thailand’s relations with Cambodia. At PAD rallies during the dispute over Prear Vihear, Kasit helped fan the flames by addressing Cambodia’s Prime Minister Hun Sen with a variety of derogatory words and phrases, some of which could be translated as ‘the rogue next door to Thailand’, ‘a bum’, or ‘a scoundrel’, when he was on The Nation television channel on Oct 14, 2008.
But when he became Foreign Minister, and made a visit to Phnom Penh on Jan 26, 2009, he was quick to shake hands, and call Hun Sen ‘a decent senior’ in the ASEAN community.
‘I think His Excellency Hun Sen is mature and respectable. He greeted me with, “We met 20 years ago”. So he is mature enough, a gentleman, and the most senior political figure in ASEAN. I think he also looks ahead to strengthening the relationship. I think he’s not childish or likely to make trouble. And I think you [reporters] should not make a stir. We should move forward, and help make the relation constructive,’ said Kasit.
Double standard?
Prime Minister Abhisit said on Dec 24, 2008, that Kasit’s comments had been made before he became a minister. Wiping the slate clean, the PM vowed from then on to keep his ministers in line with what his government had pledged.
Previously in 2008, Abhisit himself attacked then Prime Minister’s Office Minister Jakrapob Penkair of the now dissolved People’s Power Party, accusing him of holding ‘dangerous attitudes’. Abhisit called on Jakrapob to take responsibility for the latter’s speech at an event hosted by the Foreign Correspondents’ Club of Thailand, alleging that he was alluding to the highest institution when he mentioned the patronage system in Thailand. With mounting pressure from the PAD, Jakrapob finally decided to call it quits.
In comparison, Kasit openly went on PAD stages at Government House and Suvarnabhumi Airport, making scathing speeches against political opponents, including a neighbouring nation and its leader. He even unwittingly confessed his crimes by proudly bragging about the fun of the airport seizure plus the appreciation of the food and music there.
Kasit still insists his joining with the PAD was the right thing, ‘What has the PAD done wrong? I mean the PAD is not an organized crime group or anything of that sort, but an expression of democracy, because they are the majority of the people, 60-70% being housewives, who come out to call for justice and governance, against corruption. I think being involved with the PAD is not a sin’
Both of them committed the alleged offences before they took office. One was called on to resign by Abhisit, while the other has come clean.
Quotes of Kasit Piromya on the PAD stage at Government House..
From web Pracathai.com
วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552
อะไรคือมาตรฐาน


ประเทศไทยกับประชาธิปไตยตอนนี้แทบจะเรียกได้ร้อนระอุก็ว่าได้ ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งกลับรู้สึกว่า ประเทศไทยเรานั้นไม่มีมาตรฐานด้านกฏหมายจริงๆ ความจริงแล้วทุกคนก็รู้ทุกคนเห็นว่าอะไรเป็นอะไร
วันนี้ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลโดยการที่ไม่นำคนที่เป็นส่วนร่วมกับพันธมิตรมาเกี่ยวข้อง...วันนี้
คุณอภิสิทธิ์ก็คงจะเรียกคะแนนสงสารจากประชาชนที่จะไห้โอกาสเค้าอยู่ก็มี.........แต่ในฐานะที่เป็นหนึ่งเสียงวันนี้ถึงแม้ว่าอยากจะให้โอกาสคุณอภิสิทธิ์.........แต่ว่ามันก็มีสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยเช่นกัน....ในเรื่องทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ....อันนี้ชัดเจน.....ว่าตั้งขึ้นมาเพื่อล่าคนๆเดียวโดยเฉพาะ..เอาความเสียหายทั้งหมดของประเทศเพื่อล้มคนๆเดียวและดันตัวเองขึ้น คิดว่าวันนี้มันคุ้มหรือไม่...ผลประโยชน์ต่างตอบแทนนั้นเห็นได้ชัด...ปฏิเสธยังไงก็คงไม่ได้ ในเมื่อทั้งภาพ ทั้งเสียง การกระทำมันแสดงออกและฟ้องต่อสายตาประชาชนไทย...คะแนนของเสื้อแดงจึงมากขึ้น...ถ้าไม่อคติเรื่องคุณทักษิณ....คิดแค่เรื่องการสร้างความเสียหายโดยการกระทำของพันธมิตรที่ผ่านมา............ยอมรับว่าเจ็บปวดกับภาพที่เห็นวันนั้นไม่เสื่อมคลาย....ทว่าวันนี้ก็มีเสื้อแดงเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ข้อเท็จจริงที่เค้าเอาออกมาพูดนั้นแทบไม่ต้อง....คิด วิเคราะห์ตามอะไรมากเพราะเค้าพูดเรื่องจริง พูดแทนความรู้สึก และพวกคุณเริ่มแฉกันเอง ทั้งภาพ เสียงที่เค้านำมาให้ดูนั้นมันคืออะไร...ถ้าเป็นสมัยก่อนที่เทคโนโลยียังไม่ทั่วถึงป่านนี้เสื้อแดงคงกลายเป็นกบฏหนีเข้าป่า เข้าดงไปแล้ว แต่นี่มันปี 2009 การสื่อสารมันกระจาย แม้สื่อในไทยจะบิดเบือนเพราะถูกแทรกแซงแต่สื่อต่างประเทศคุณไม่สามารถทำได้ วันนี้ชาวไทยบางส่วนอาจจะโดนปิดบังบางเรื่อง แต่ชาวโลกเค้ารับรู้และนี่มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่จะถูกจารึกต่อชาวสายตาชาวโลก..โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆอีกแล้ว...ประชาชนมีความรู้มากขึ้น ใจกว้างมากขึ้น แยกแยะได้ว่าอันไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง.......สิ่งใดถ้าบริสุทธิ์เราสามารถยืนขึ้นได้อย่างองอาจ.....วันนี้วันที่ 9 เมษายน 2552 คุณอภิสิทธิ์คุณจะออกกฏหมายกับกลุ่มเสื้อแดงทันทีงั้นหรือ?...ในฐานะประชาชนคนหนึ่งมิได้อยู่ฝ่ายใดทั้งแดงและเหลือง..แต่คิดว่าคุณทำอย่างนี้ไม่มีประโยชน์นอกจากจะทำให้เสื้อแดงรู้สึกได้รับความอยุติธรรมมากขึ้นและแข็งกร้าวมากขึ้น ประชาชนที่ยังไม่แสดงออกนั้นเค้าก็จะเริ่มไม่พอใจกับท่าทีของคุณซึ่งเป็นนายก ยิ่งชาวรากหญ้าที่เค้าคิดว่าในสังคมนี้ไม่มีความยุติธรรมแล้วยิ่งโดนตอกย้ำนั้น..คนรากหญ้าในด้านของความเป็นอยู่หรือวัตถุภายนอกอาจจะไร้ค่าในสายตาคนรวยนั้น แต่เค้ามีพลังศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่นัก เค้ารักและซื่อสัตย์ต่อคนที่มีความจริงใจกับเค้าและเห็นค่าของเค้าอย่างที่เค้าไม่เคยมีมาก่อน เค้าสามารถสู้เพื่อคนๆนั้นได้จนสามารถสละได้แม้ชีวิต ตรงนี้อย่าประมาทเด็ดขาด.......ถ้านายกซึ่งเป็นผู้นำประเทศไทย...ไม่มีความยุติธรรมแล้วประชาชนจะพึ่งใคร.....????
พิสูจน์ตัวเองสิ....ท่านอภิสิทธิ์แล้วเราจะเลือกท่าน.....
วันนี้ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลโดยการที่ไม่นำคนที่เป็นส่วนร่วมกับพันธมิตรมาเกี่ยวข้อง...วันนี้
คุณอภิสิทธิ์ก็คงจะเรียกคะแนนสงสารจากประชาชนที่จะไห้โอกาสเค้าอยู่ก็มี.........แต่ในฐานะที่เป็นหนึ่งเสียงวันนี้ถึงแม้ว่าอยากจะให้โอกาสคุณอภิสิทธิ์.........แต่ว่ามันก็มีสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยเช่นกัน....ในเรื่องทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ....อันนี้ชัดเจน.....ว่าตั้งขึ้นมาเพื่อล่าคนๆเดียวโดยเฉพาะ..เอาความเสียหายทั้งหมดของประเทศเพื่อล้มคนๆเดียวและดันตัวเองขึ้น คิดว่าวันนี้มันคุ้มหรือไม่...ผลประโยชน์ต่างตอบแทนนั้นเห็นได้ชัด...ปฏิเสธยังไงก็คงไม่ได้ ในเมื่อทั้งภาพ ทั้งเสียง การกระทำมันแสดงออกและฟ้องต่อสายตาประชาชนไทย...คะแนนของเสื้อแดงจึงมากขึ้น...ถ้าไม่อคติเรื่องคุณทักษิณ....คิดแค่เรื่องการสร้างความเสียหายโดยการกระทำของพันธมิตรที่ผ่านมา............ยอมรับว่าเจ็บปวดกับภาพที่เห็นวันนั้นไม่เสื่อมคลาย....ทว่าวันนี้ก็มีเสื้อแดงเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ข้อเท็จจริงที่เค้าเอาออกมาพูดนั้นแทบไม่ต้อง....คิด วิเคราะห์ตามอะไรมากเพราะเค้าพูดเรื่องจริง พูดแทนความรู้สึก และพวกคุณเริ่มแฉกันเอง ทั้งภาพ เสียงที่เค้านำมาให้ดูนั้นมันคืออะไร...ถ้าเป็นสมัยก่อนที่เทคโนโลยียังไม่ทั่วถึงป่านนี้เสื้อแดงคงกลายเป็นกบฏหนีเข้าป่า เข้าดงไปแล้ว แต่นี่มันปี 2009 การสื่อสารมันกระจาย แม้สื่อในไทยจะบิดเบือนเพราะถูกแทรกแซงแต่สื่อต่างประเทศคุณไม่สามารถทำได้ วันนี้ชาวไทยบางส่วนอาจจะโดนปิดบังบางเรื่อง แต่ชาวโลกเค้ารับรู้และนี่มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่จะถูกจารึกต่อชาวสายตาชาวโลก..โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆอีกแล้ว...ประชาชนมีความรู้มากขึ้น ใจกว้างมากขึ้น แยกแยะได้ว่าอันไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง.......สิ่งใดถ้าบริสุทธิ์เราสามารถยืนขึ้นได้อย่างองอาจ.....วันนี้วันที่ 9 เมษายน 2552 คุณอภิสิทธิ์คุณจะออกกฏหมายกับกลุ่มเสื้อแดงทันทีงั้นหรือ?...ในฐานะประชาชนคนหนึ่งมิได้อยู่ฝ่ายใดทั้งแดงและเหลือง..แต่คิดว่าคุณทำอย่างนี้ไม่มีประโยชน์นอกจากจะทำให้เสื้อแดงรู้สึกได้รับความอยุติธรรมมากขึ้นและแข็งกร้าวมากขึ้น ประชาชนที่ยังไม่แสดงออกนั้นเค้าก็จะเริ่มไม่พอใจกับท่าทีของคุณซึ่งเป็นนายก ยิ่งชาวรากหญ้าที่เค้าคิดว่าในสังคมนี้ไม่มีความยุติธรรมแล้วยิ่งโดนตอกย้ำนั้น..คนรากหญ้าในด้านของความเป็นอยู่หรือวัตถุภายนอกอาจจะไร้ค่าในสายตาคนรวยนั้น แต่เค้ามีพลังศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่นัก เค้ารักและซื่อสัตย์ต่อคนที่มีความจริงใจกับเค้าและเห็นค่าของเค้าอย่างที่เค้าไม่เคยมีมาก่อน เค้าสามารถสู้เพื่อคนๆนั้นได้จนสามารถสละได้แม้ชีวิต ตรงนี้อย่าประมาทเด็ดขาด.......ถ้านายกซึ่งเป็นผู้นำประเทศไทย...ไม่มีความยุติธรรมแล้วประชาชนจะพึ่งใคร.....????
พิสูจน์ตัวเองสิ....ท่านอภิสิทธิ์แล้วเราจะเลือกท่าน.....
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

